ตำนานผญา   " ขบถผู้มีบุญ ร.ศ.120 "

      ใครจะเชื่อว่า ผญา จะสามารถรวบรวมผู้คนให้ทำการขบถได้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้วในสมัย พ.ศ. 2442 สมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี
ใน พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้รวบรวมหัวเมือง เอก โท ตรี และจัตวา แต่เดิมเข้าด้วยกันแล้วจัดเป็น 4 กอง มีข้าหลวงกำกับการปกครองกองละ 1 คน ต่อมาในพ.ศ. 2434 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงใหญ่ออกไปประจำอยู่ ณ เมืองจำปา-ศักดิ์ให้เรียกว่า "ข้าหลวงหัวเมืองลาวกาว"
 

         1. การปกครอง สมัยกรมหลวงพิชิตปรีชากร

        1.1.ทรงจัดให้เลก (ไพร่) ขึ้นสังกัดอยู่ตามแขวงของตน ถ้าเลกคนใดย้ายไปอยู่เมืองอื่น ก็ให้จำหน่ายไปตามความเป็นจริง

        1.2 การเก็บส่วยสาอากรและการเกษตร ทรงแยกการเก็บเงินส่วยออกเป็น 2ประเภท คือ เงินส่วยที่ค้างปีแต่ก่อน และเงินที่เก็บใหม่ในปี พ.ศ. 2435 แต่จะเก็บเมื่อมีการควบคุมเลกและจัดราชการเป็นแขวงที่แน่นอนแล้ว ด้านเกษตรกรรมทรงออกประกาศห้ามขายและเคลื่อนย้ายข้าวออกนอกเขตเมืองลาวกาว เนื่องจากราษฎรอดอยากและขาดแคลนอาหาร

         1.3. การทหาร โปรดให้มีการเกณฑ์ทหารและมีกองทัพตามนโยบายของชาวกรุงเทพฯ โดยจะฝึกหัดให้เป็นทหารหลวง มีเงินเดือนเบี้ยเลี้ยง และเสื้อยศอยู่รับราชการคนละ 3 ปี

          1.4 การปราบปรามผู้กระทำผิด ทรงมีอำนาจที่จะลงโทษประหารชีวิตกระทำผิด แล้วจึงรายงานให้กรุงเทพฯทราบภายหลังได้ ทำให้อำนาจของกรุงเทพฯ ในหัวเมืองลาวกาวเริ่มชัดเจนขึ้น กลุ่มอำนาจท้องถิ่นเริ่มถูกลดบทบาทลง

 
 
 
 
2. สมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

       2.1  การปรับปรุงการปกครองในขั้นแรก ทรงเพิ่มตำแหน่งตาแสงและกองปราบปรามในภูมิภาคขึ้น และทรงนำพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยามาใช้ด้วย

       2.2  การปรับปรุงการปกครองในขั้นที่ 2 ทรงตั้งทำเนียบข้าราชการมณฑลลาวกาวขึ้นใหม่ ส่วนการเสียเงินส่วย ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเสียเงินส่วยแก่ทางราชการปีละ3.50 บาท โดยจะเสียที่แขวงใดเมืองใดหรือมณฑลใดก็ได้ ทางราชการจะออกใบเสร็จ(บี้) ให้ ด้านการพิจารณาคดีความ ทรงกำหนดให้มีศาลหลายระดับ เช่น ศาลหมู่บ้าน ศาลอำเภอ เป็นต้น และกำหนดค่าธรรมเนียมการขึ้นศาลไว้อย่างละเอียด ถ้าโจทก์จำเลยไม่พอใจการพิจารณาคดีมีสิทธิ์ชี้อุทธรณ์ฎีกาได้

        2.3  การปรับปรุงการปกครองในขั้นที่ 3 ใน พ.ศ. 2443 เปลี่ยนชื่อมณฑลทั้ง 4 ใหม่ โดยมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือให้เรียกมณฑลอีสาน และเปลี่ยนลักษณะการปกครองมณฑลเทศาภิบาล การบริหารงานมณฑลมีข้าหลวงใหญ่หรือข้าหลวงเทศาภิบาล (ข้าหลวงต่างพระองค์) เป็นผู้รับผิดชอบในราชการทั่วไปสาเหตุการเกิดขบถผู้มีบุญ
 

 

 

 

     1. การเก็บส่วยอากร สมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงให้เก็บเงินค่าราชการแก่ชายฉกรรจ์คนละ 3.50 บาทต่อปี และเพิ่มเป็น 4 บาท ซึ่งกรมการเมืองผู้ใหญ่จะได้รับส่วนแบ่งเป็นรายปี ทำให้กรมการเมืองบางคนไม่พอใจเนื่องจากรายได้และอำนาจการปกครองลดลง คำให้คิดเอาใจออกห่างจากรัฐบาลไปตั้งตนเป็นหัวหน้าพวกผีบุญ

      2. สภาพเศรษฐกิจขัดสน ในบางปีราษฎรทำนาไม่ได้ผล จึงไม่มีเงินจ่ายค่าส่วยอากรซึ่งราชการเรียกเก็บทุกปี

      3. ความขัดแย้งระหว่างราษฎรกับข้าราชการส่วนกลาง ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากการเก็บส่วยและการเรียกเก็บค่าปรับที่ไม่เป็นธรรมจากข้าราชการและกรมการ
          แผนการขบถ

       แผนการขบถของผู้มีบุญเริ่มมาตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2442  โดยพวกหมอลำเที่ยวลำคำผญา เริ่มต้นจากทางตะวันออกและกระจายไปทั่วมณฑลอีสาน ทำให้ประชาชนเลื่อมใสและหลงเชื่อ  เมื่อมีพรรคพวกมากขึ้น  พวกหมอลำก็ตั้งตนเป็น "องค์" และตั้งคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ  เป็นองค์  เพื่อช่วยออกอุบายชักชวนประชาชนต่อ ๆ กันไป  ต่อมาจึงออกลายแทงเป็นคำพยากรณ์   อ้างคาถาบาลีและมีคำแปล   ทำนองเดียวกับหนังสือมหาชาติกลอนเทศน์ โดยมีคำพยากรณ์ดังนี้

        1. กรวดแร่ที่ข้างวัดหนองเลา หนองซำ แขวงเมืองเสลภูมินั้น  ถ้าใครไปนำมาเข้าพิธีก่อพระเจดีย์ทรายระลึกถึงผู้มีบุญบูชาไว้แล้ว ถึงวันอาทิตย์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู ตรีศกศักราช 1263 ตรงกับวันที่  23  มีนาคม ร.ศ. 120 (พ.ศ.2444) กรวดแร่ของผู้นั้นจะกลายเป็นเงินทอง

        2.ข่าวที่ลือว่า ตัวไหม หมู กระบือเขาตู้ (เขากุด) สามอย่างนี้ ถ้าแม้ว่าผู้ใดมีไว้  กรวดแร่ของผู้นั้นจะไม่กลายเป็นเงินทองตามประสงค์   และสิ่งของเหล่านี้จะกลับกลายเป็นโทษด้วย กล่าวคือ ตัวไหมจะกลายเป็นงูแลเงือกถอดเขียวขบกัดเจ้าของหมูและกระบือเขาตู้จะกลายเป็นยักษ์เที่ยวกินคน

        3. รากไม้ซึ่งเป็นฝอยเล็กละเอียดที่อยู่ตามฝั่งน้ำ  ฟักเขียว  ดอกจาน (ทองกราว) ของสามอย่างนี้จะกลายเป็นของมีประโยชน์  กล่าวคือ รากไม้ซึ่งมีฝอยเล็กละเอียดนั้นจะกลายเป็นตัวไหม ให้เก็บรักษาไว้จะได้ไม่ต้องลำบากเลี้ยงไหมใช้ต่อไป ฟักเขียวจะกลายเป็นช้าง ดอกจานจะกลายเป็นครั่งสำหรับย้อมไหม ทำให้ราษฎรพากันซื้อหามาเก็บรักษาไว้แทบทุกหมู่บ้าน

        4. ข่าวลือว่าเมื่อถึงวันอาทิตย์ขึ้น  15  ค่ำเดือน 4 ปี ฉลูตรีศก  ศักราช 1263 (พ.ศ. 2444)  จะเกิดลมพายุพัดจนตัวผู้คนอาจปลิวไปตามลมได้ และจะมืดเจ็ดวันเจ็ดคืน  ให้หาไม้ลิ้นฟ้า  (ต้นเพกา)   มาไว้สำหรับจุดอาศัยแสง และให้ปลูกต้นหัวสิงไค(ตะไคร้)  ไว้ที่บันไดเรือน  เมื่อเวลาลมพายุพัดมาจะได้ยึดเหนี่ยวกอตะไคร้  ถ้าไม่เช่นนั้นตัวคนก็จะปลิวไปตามแรงลมนั้น

        5. เงินของราษฎรที่มีอยู่จะกลายเป็นเหล็ก  ให้พากันจัดแจงซื้อของเสียให้สิ้น  เพื่อจะได้ไม่เสียเปล่า

        6. หญิงสาวที่ยังไม่มีสามี ให้ไปเที่ยวหาสามีเสีย   และให้ค่าสินสอดเพียง 1 อัฐ 1 โสฬส เท่านั้น  ถ้าหญิงใดหาชายที่ยังไม่มีภรรยามิได้ จะยอมเป็นภรรยาของชายที่มีภรรยาแล้วก็ได้   แต่ต้องเสียอัฐให้แก่ภรรยาเดิม (ภรรยาหลวง) 4 อัฐ เป็นค่าซื้อสามีแก่กัน ถ้ามิฉะนั้นยักษ์จะจับกินเสีย

 
 
 
 
 

ผีบาปผีบุญ(ขบถผู้มีบุญ)ในจังหวัดอุบลราชธานี

       ผู้ตั้งองค์เป็นผู้วิเศษ เรียกว่า "องค์มั่น" ข้ามโขงมาจากสุวรรณเขตสมคบคิดกับ"องค์ฟ้าเลื่อน" บ้านสะพือเมืองขุหลูและไปส้องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนที่บ้านนาโพธิ์ ตำบลหนามแท่ง ท้องที่อำเภอพิบูลมังสาหาร (ขณะนั้น) มีผู้เข้าเป็นพรรคพวกประมาณ ๒๐๐ คน ในท้องที่อื่นก็มีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษหลายคน (องค์) คือ

   ๑. นายเข้ม ตั้งตนเป็นองค์เหล็ก อยู่บ้านหนองซำเมืองสุวรรณภูมิ
   ๒. พระครูอินทร์ วัดหนองอีตุ้ม ตำบลสำราญ เมืองยโสธร ตั้งตนเป็นผู้วิเศษตัดกรรมตัดเวร
   ๓. องค์บุญ เกลี้ยกล่อมผู้คนที่อำเภอพิบูลมังสาหาร
   ๔. องค์ลิ้นก่าน ตั้งตนอยู่บ้านทับแล้ง เมืองวารินชำราบ
   ๕. องค์พรหมา ตั้งตนอยู่บ้านหนองแก้ว อำเภอเขื่องใน
   ๖. องค์เขียว เกลี้ยกล่อมผู้คนในเมืองอุบลฯ
   ๗. กำนันสุ่ย ตั้งตนอยู่บ้านสร้างมิ่ง อำเภอเกษมสีมา (ม่วงสามสิบ)
   ๘. หลวงประชุม ตั้งตนอยู่บ้านใหญ่ค้อ เมืองอำนาจเจริญ

         แต่ละองค์ได้เกลี้ยกล่อมสมัครพรรคพวกแห่แหนมารวมตัวกันที่บ้านสะพือเมืองขุหลูมีกำลังกว่า ๔,๐๐๐ คน  องค์มั่นที่เป็นหัวหน้า  ได้ประกาศจะยกกำลังเข้าตีเมืองอุบลราชธานี
 

มาตรการปราบขบถ

        พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ โปรดให้ทหารออกระงับและจับผู้วิเศษตามที่ต่าง ๆ คือ เมืองขุขันธ์ เมืองสุวรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็ด กุฉินารายณ์ ภูแล่นช้าง กาฬสินธุ์ อำเภอพนานิคม อำเภอตระการพืชผล อำเภออำนาจเจริญ และอำเภอประจิม เขวงเมืองเขมราฐ

         วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงบัญชาให้ร้อยเอกหลวงชิตสรการ (จิตร) กับร้อยตรีอิน คุมทหาร พลเมืองและตำรวจเมืองอุบลราชธานีพร้อมด้วยอาวุธปืนไปปราบขบถ ได้ปะทะผีบุญที่บ้านสะพือ หัวหน้าฝ่ายขบถหนีไปได้ขณะที่การรบติดพันอยู่ หลังจากนั้นกองทหารมณฑลอีสานร่วมกับกองทหารจากมณฑลนครราชสีมา จับพวกผีบุญในที่ต่าง ๆ ซึ่งคณะตุลาการได้พิจารณาลงโทษพวกตั้งตนเป็น "องค์" ต่าง ๆ โดยให้ประหารชีวิตในที่เกิดเหตุฐานก่อกบฏและก่อจราจลภายใน ส่วนพวกขบถที่เป็นพระภิกษุ โปรดให้อยู่ในสมณเพศและอยู่ในเขตจำกัดตลอดชีวิต หากสึกออกมาจะให้จำคุกตลอดชีวิต ส่วนราษฎรคณะตุลาการพิพากษาว่าเป็นเพียงปลายเหตุ ให้ภาคทัณฑ์และสาบานตัวจึงปล่อยไป

           การเกิดขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญภาคอีสาน ใน ร.ศ. 120 นั้น ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของผญา กลอนลำ ที่พวกหมอลำเที่ยวลำคำผญาปลุกระดมชาวบ้านให้หลงเลื่อมใสและหลงเชื่อ จนพวกหมอลำตั้งตนเป็นองค์ได้เพราะมีผญา (ปัญญา) มากกว่าคนอื่นนั่นเอง

อีสาน ผญา ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ ศรัทธา

       กล่าวถึงคนอีสาน จะนึกถึงความซื่อ ความด้อยพัฒนา  พูดถึงภูมิประเทศ  จะนึกถึงความแห้งแล้งกันดาร   เมื่อพูดถึงอาหารการกิน จะนึกถึงข้าวเหนียวปลาร้า  เมื่อกล่าวถึงคำพูดที่เป็นสำนวน สุภาษิต คำพังเพย จะนึกถึงผญา จนมีคำกล่าวสำนวนหนึ่งว่า "กินข้าวอิ่มดีมีผญา" หมายความว่าเมื่อได้กินข้าวอิ่มก็มีความคิดมีปัญญา

       อีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์เกือบ ๓๐๐ เท่า เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง

       คนอีสานในปัจจุบัน มีอยู่ประมาณหนึ่งในสามของประชากรในประเทศทั้งหมด โดยลักษณะทั่วไปของคนอีสาน จะเป็นคนตรงไปตรงมา ว่านอนสอนง่าย กตัญญูรู้คุณ เป็นคนชอบเผชิญโชคในต่างถิ่น เช่น ไปทำงานหรือไปศึกษาหาความรู้ ดังผญาที่ว่า

           "  คันบ่ออกจากบ้าน      บ่เห็นด่านแดนไกล
 
               คันบ่ไปฮ่ำเฮียน         กะบ่มีความฮู้   "


        หมายความว่า คนเราถ้าอยากจะพบจะเห็นสิ่งแปลกใหม่อะไร ถ้าไม่เดินทางไปแสวงหาความรู้ก็จะไม่มีวันได้พบสิ่งดี ๆ และถ้าอยากมีความรู้แต่ถ้าไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนก็จะไม่มีความรู้

        มีผญาอีกบทหนึ่งที่บอกบุคลิกลักษณะนิสัยและคำสอนของคนอีสานไว้อย่างชัดเจนคือ

       " เทียวทางบ่สุดเส้นอย่าหันหลังให้เขาเหยียบ หนีไปตายหน้าพุ้นเขาจั่งย้องว่าหาญ "

       คนอีสานเป็นคนที่มีความทรหด อดทน หนักเอาเบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน ไม่กลัวความยากลำบาก สันโดษ รักสงบ อาจจะเป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์ ความเป็นอยู่ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจึงทำให้คนอีสานมีลักษณะเช่นนี้

      มีผญากล่าวถึงคนอีสานในอดีตว่า  "ทุกข์ยากฮ้าย อายหมู่หมูหมา คันเห็นกาบินมาว่าแต่มันสิมาท้วง เถิงยามหนาวบ่มีผ้าเคียนคีงพอได้ห่ม ดึกหนาวมาลุกขึ้นโก้ยดังไฟแล้วกะนั่งผิง เถิงยามหนาวหนังคิงแห้ง ขาลายเติ่มด่าง คิดหาแนวป้อนลูกน้อย บ่มีซ้ำกะบ่ายเกลือ"