|
ผีบาปผีบุญ(ขบถผู้มีบุญ)ในจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ตั้งองค์เป็นผู้วิเศษ เรียกว่า "องค์มั่น"
ข้ามโขงมาจากสุวรรณเขตสมคบคิดกับ"องค์ฟ้าเลื่อน"
บ้านสะพือเมืองขุหลูและไปส้องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนที่บ้านนาโพธิ์
ตำบลหนามแท่ง ท้องที่อำเภอพิบูลมังสาหาร
(ขณะนั้น) มีผู้เข้าเป็นพรรคพวกประมาณ ๒๐๐ คน
ในท้องที่อื่นก็มีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษหลายคน
(องค์) คือ
๑. นายเข้ม ตั้งตนเป็นองค์เหล็ก
อยู่บ้านหนองซำเมืองสุวรรณภูมิ
๒. พระครูอินทร์ วัดหนองอีตุ้ม ตำบลสำราญ เมืองยโสธร
ตั้งตนเป็นผู้วิเศษตัดกรรมตัดเวร
๓. องค์บุญ เกลี้ยกล่อมผู้คนที่อำเภอพิบูลมังสาหาร
๔. องค์ลิ้นก่าน ตั้งตนอยู่บ้านทับแล้ง
เมืองวารินชำราบ
๕. องค์พรหมา ตั้งตนอยู่บ้านหนองแก้ว อำเภอเขื่องใน
๖. องค์เขียว เกลี้ยกล่อมผู้คนในเมืองอุบลฯ
๗. กำนันสุ่ย ตั้งตนอยู่บ้านสร้างมิ่ง
อำเภอเกษมสีมา (ม่วงสามสิบ)
๘. หลวงประชุม ตั้งตนอยู่บ้านใหญ่ค้อ เมืองอำนาจเจริญ
แต่ละองค์ได้เกลี้ยกล่อมสมัครพรรคพวกแห่แหนมารวมตัวกันที่บ้านสะพือเมืองขุหลูมีกำลังกว่า
๔,๐๐๐ คน
องค์มั่นที่เป็นหัวหน้า ได้ประกาศจะยกกำลังเข้าตีเมืองอุบลราชธานี
มาตรการปราบขบถ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
ข้าหลวงต่างพระองค์
โปรดให้ทหารออกระงับและจับผู้วิเศษตามที่ต่าง
ๆ คือ เมืองขุขันธ์ เมืองสุวรรณภูมิ
เมืองร้อยเอ็ด กุฉินารายณ์ ภูแล่นช้าง
กาฬสินธุ์ อำเภอพนานิคม อำเภอตระการพืชผล
อำเภออำนาจเจริญ และอำเภอประจิม
เขวงเมืองเขมราฐ
วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.
2445
กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงบัญชาให้ร้อยเอกหลวงชิตสรการ
(จิตร) กับร้อยตรีอิน คุมทหาร
พลเมืองและตำรวจเมืองอุบลราชธานีพร้อมด้วยอาวุธปืนไปปราบขบถ
ได้ปะทะผีบุญที่บ้านสะพือ
หัวหน้าฝ่ายขบถหนีไปได้ขณะที่การรบติดพันอยู่
หลังจากนั้นกองทหารมณฑลอีสานร่วมกับกองทหารจากมณฑลนครราชสีมา
จับพวกผีบุญในที่ต่าง ๆ
ซึ่งคณะตุลาการได้พิจารณาลงโทษพวกตั้งตนเป็น
"องค์"
ต่าง ๆ
โดยให้ประหารชีวิตในที่เกิดเหตุฐานก่อกบฏและก่อจราจลภายใน
ส่วนพวกขบถที่เป็นพระภิกษุ
โปรดให้อยู่ในสมณเพศและอยู่ในเขตจำกัดตลอดชีวิต
หากสึกออกมาจะให้จำคุกตลอดชีวิต
ส่วนราษฎรคณะตุลาการพิพากษาว่าเป็นเพียงปลายเหตุ
ให้ภาคทัณฑ์และสาบานตัวจึงปล่อยไป
การเกิดขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญภาคอีสาน ใน ร.ศ.
120 นั้น ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของผญา
กลอนลำ
ที่พวกหมอลำเที่ยวลำคำผญาปลุกระดมชาวบ้านให้หลงเลื่อมใสและหลงเชื่อ
จนพวกหมอลำตั้งตนเป็นองค์ได้เพราะมีผญา
(ปัญญา) มากกว่าคนอื่นนั่นเอง
อีสาน ผญา ประเพณี วิถีชีวิต ความเชื่อ ศรัทธา
กล่าวถึงคนอีสาน จะนึกถึงความซื่อ ความด้อยพัฒนา
พูดถึงภูมิประเทศ จะนึกถึงความแห้งแล้งกันดาร
เมื่อพูดถึงอาหารการกิน จะนึกถึงข้าวเหนียวปลาร้า เมื่อกล่าวถึงคำพูดที่เป็นสำนวน สุภาษิต คำพังเพย
จะนึกถึงผญา จนมีคำกล่าวสำนวนหนึ่งว่า
"กินข้าวอิ่มดีมีผญา"
หมายความว่าเมื่อได้กินข้าวอิ่มก็มีความคิดมีปัญญา
อีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดของประเทศใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์เกือบ
๓๐๐ เท่า
เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง
คนอีสานในปัจจุบัน
มีอยู่ประมาณหนึ่งในสามของประชากรในประเทศทั้งหมด
โดยลักษณะทั่วไปของคนอีสาน จะเป็นคนตรงไปตรงมา
ว่านอนสอนง่าย กตัญญูรู้คุณ
เป็นคนชอบเผชิญโชคในต่างถิ่น เช่น
ไปทำงานหรือไปศึกษาหาความรู้ ดังผญาที่ว่า
"
คันบ่ออกจากบ้าน
บ่เห็นด่านแดนไกล
คันบ่ไปฮ่ำเฮียน
กะบ่มีความฮู้ "
หมายความว่า คนเราถ้าอยากจะพบจะเห็นสิ่งแปลกใหม่อะไร
ถ้าไม่เดินทางไปแสวงหาความรู้ก็จะไม่มีวันได้พบสิ่งดี
ๆ
และถ้าอยากมีความรู้แต่ถ้าไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนก็จะไม่มีความรู้
มีผญาอีกบทหนึ่งที่บอกบุคลิกลักษณะนิสัยและคำสอนของคนอีสานไว้อย่างชัดเจนคือ
" เทียวทางบ่สุดเส้นอย่าหันหลังให้เขาเหยียบ
หนีไปตายหน้าพุ้นเขาจั่งย้องว่าหาญ "
คนอีสานเป็นคนที่มีความทรหด อดทน หนักเอาเบาสู้
ไม่เกี่ยงงาน ไม่กลัวความยากลำบาก สันโดษ
รักสงบ อาจจะเป็นเพราะสภาพภูมิศาสตร์
ความเป็นอยู่
ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจึงทำให้คนอีสานมีลักษณะเช่นนี้
มีผญากล่าวถึงคนอีสานในอดีตว่า "ทุกข์ยากฮ้าย
อายหมู่หมูหมา
คันเห็นกาบินมาว่าแต่มันสิมาท้วง
เถิงยามหนาวบ่มีผ้าเคียนคีงพอได้ห่ม
ดึกหนาวมาลุกขึ้นโก้ยดังไฟแล้วกะนั่งผิง
เถิงยามหนาวหนังคิงแห้ง ขาลายเติ่มด่าง
คิดหาแนวป้อนลูกน้อย บ่มีซ้ำกะบ่ายเกลือ"
|